[+:MS07:+] Lost Memory...[1]

posted on 22 May 2009 12:09 by mist-por  in CS-MainStory








โรงเรียนลูกบาศก์ CUBIC SCHOOL by Cocon





[MS] Lost Memory...[1]  by thorn







+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-

 

 

 

    วันนี้เป็นวันที่อากาศดี ท้องฟ้าสดใส สายลมอ่อนๆ พัดโชยมาจนได้กลิ่นจางๆ ของน้ำทะเลหลังโรงเรียน

 

 

    เวลาเลิกเรียนเป็นช่วงที่ทุกคนต่างวุ่นวายเก็บข้าวของ เสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจฟังไม่ได้ศัพท์ รวมไปถึงเด็กกลุ่มหนึ่งที่นั่งกันอยู่หลังห้องด้วย ธูปกับเทียนกลับบ้านทางเดียวกัน ส่วนหยินเห็นว่ามีข่าวจะไปทำต่อ ดังนั้นปอจึงไม่รีบร้อนเก็บของนัก เด็กหนุ่มโบกมือลาเพื่อนทั้งสามก่อนเก็บกระเป๋าดินสอลงในเป้เป็นอย่างสุดท้าย ก้มหน้าตรวจดูของใต้โต๊ะว่าไม่ลืมอะไรไว้แล้วจึงลุกขึ้นยืน

 

 

    ปอเอ่ยลากับเพื่อนคนอื่นๆ ที่เดินผ่านพลางก้าวเท้าเอื่อยๆ ไปตามทางเดินที่เริ่มปราศจากผู้คน ความกระตือรือล้นที่จะกลับบ้านเป็นศูนย์หรือแทบจะติดลบดังนั้นปอจึงคิดจะฆ่าเวลาสักชั่วโมงสองชั่วโมงในห้องสมุดที่เต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายประเภท

 

 

    เด็กหนุ่มเปิดประตูเข้าไป เอ่ยทักทายครูรันต์ที่ส่งยิ้มให้ก่อนตรงไปวางกระเป๋าที่มุมลับสายตาของห้องสมุดแล้วเดินเลือกหนังสืออย่างสบายใจ

 

 

    ครึ้มอกครึ้มใจอะไรไม่ทราบ เขาถึงเลือกหนังสือเรียนที่แทบไม่เคยแตะด้วยเหตุผลที่ว่าจะอ่านหนังสือเรียนเฉพาะเวลาเรียนและใกล้สอบ เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็ต้องพักให้ถึงที่สุด แต่หนังสือที่อยู่ในมือวันนี้กลับเป็นเรื่องของการทำงานของสมองและโรคภัยที่อาจจะเกิดขึ้น

 

 

    ด้วยความที่ไม่ค่อยพิศมัยโรงพยาบาลเท่าไหร่ทำให้เขาแทบไม่เคยคิดจะแตะต้องเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย วิชาชีวะในส่วนที่เป็นระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์ก็เป็นเรื่องที่เขาทำคะแนนได้คาบลูกคาบดอกเสียแทบทุกครั้ง ยิ่งต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แค่ให้ใส่ถุงมือยางสำหรับหมอเขายังไม่ค่อยอยากจะใส่เลย

 

 

    ปอไล่สายตาไปตามหน้ากระดาษ รูปประกอบเป็นส่วนต่างๆ ของสมองชวนเวียนหัว จนสุดท้ายก็ต้องปิดหนังสือเล่มหนาลงแล้วเท้าแขนฟุบหน้านอน

 

 

    อากาศในห้องสมุดเย็นสบาย ไม่มีเสียงเครื่องปรับอากาศดังรบกวนด้วยประสิทธิภาพชั้นยอดที่ผู้อำนวยการยอมทุ่มงบประมาณสำหรับสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อโรงเรียนและนักเรียน

 

 

    เด็กหนุ่มหาวออกมาวอดใหญ่ เหลือบมองนาฬิกาเรือนเก่าที่แขวนไว้ในห้องก่อนขยับกายหาท่านอนที่สบายที่สุด ปอเอาศีรษะซบแขนถึงจะรู้ว่าเมื่อตื่นขึ้นมาแขนจะต้องชาแน่ๆ แต่ความสูงของหนังสือมันก็ไม่พอสำหรับการเป็นหมอนสักใบ

 

 

    เปลือกตาบางปิดลง ผ่อนลมหายใจแผ่ว ความเงียบที่อวลด้วยกลิ่นและบรรยากาศเฉพาะของห้องสมุด มนต์ขลังที่ค่อยๆ ขับกล่อมให้เขาเข้าสู่ห้วงนิทราทีละน้อยฉุดรั้งสติให้ล่องลอย จากตอนแรกที่ตั้งใจจะพักสายตาสักเล็กน้อยก็กลายเป็นว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อใด...ไม่อาจรู้

 

 

++++++++++++

 

 

    "ปอ..." คลับคล้ายว่ามีเสียงเรียกดังมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่ถึงกระนั้นสติที่ล่องลอยอยู่ในความฝันก็ไม่อาจฉุดรั้งตัวเองออกมาได้

 

 

    "ปอ ตื่นได้แล้ว ห้องสมุดจะปิดแล้ว" รับรู้ถึงสัมผัสที่วางบนไหล่ แรงเขย่าเล็กๆ นั้นทำให้ความมืดเบื้องหลังเปลือกตาค่อยๆ เลือนรางลง

 

 

    เสียงครางในลำคอดังขึ้นแผ่วเบา ก่อนเปลือกตาบางจะขยับไหวปรือเปิด เงยหน้าขึ้นจ้องมองเจ้าของเสียงปลุกไม่เต็มตาด้วยความง่วงงุนยังบดบังทัศนะไปกว่าครึ่ง เมื่อรู้สึกวิงเวียนที่ศีรษะตามประสาคนความดันต่ำจึงก้มหน้าฟุบลงกับแขนอีกรอบ

 

 

    "ขออีกห้า...นาที"

 

 

    "ปอ...ตื่นได้แล้ว นายอย่าสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นจะได้ไหม" เสียงของใครบางคนยังดังกรอกหูอยู่ซ้ำแรงเขย่ายังเพิ่มขึ้นจนหัวคลอน ปอขมวดคิ้วมุ่นก่อนปรือตาขึ้นเล็กน้อย สิ่งแรกที่เห็นคือชื่อหนังสือที่ตนเองมารองเป็นหมอน และเสียงเรียกของใครบางคนที่เขาเริ่มคุ้นและจำได้ว่าเป็นใคร

 

 

    จังหวะหนึ่งที่แรงบนไหล่นั้นมากกว่าทุกทีอาจจะด้วยความเผลอหรือหมั่นไส้ส่วนบุคคล จึงทำให้ร่างของเขาร่วงจากเก้าอี้ ศีรษะกระแทกเข้ากับขอบส่งเสียงดังโครมครามก่อนตามด้วยเสียงอุทานของคนที่เพียรพยายามปลุกเด็กขี้เซา

 

 

    "ปอ! ปอ! เป็นอะไรรึเปล่า?" เสียงเอ่ยถามไม่อาจปกปิดแววตื่นตระหนกได้ ร่างบนพื้นเริ่มขยับเล็กน้อยเป็นเวลาเดียวกับที่อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น

 

 

    "เกิดอะไรขึ้นครับธร อ้าว! นั่นปอไม่ใช่เหรอ"

 

 

    "คือ..." เด็กหนุ่มยันกายขึ้นนั่ง สะบัดหัวสองสามครั้งก่อนเงยหน้าขึ้นมองคนทั้งสองอย่างมึนงง สมองยังทำงานไม่เต็มที่ด้วยอาการเพิ่งตื่นของคนความดันต่ำ   

 

 

    "ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับปอ ว่าแต่เกิดอะไรขึ้นล่ะนี่" ปอเองก็มองไปรอบๆ ตามสายตาของครูรันต์เพื่อหาคำตอบให้ตัวเองเช่นกัน ดวงตาสีไพลินสะดุดเข้ากับหนังสือที่ร่วงลงมาอยู่ข้างๆ ตัว

 

 

    "คือ...ดูเหมือน......ผมจะปลุกปอแรงไปหน่อยน่ะครับ" อ๋อ...นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เขาลงมานอนกองอยู่บนพื้นสินะ

 

 

    ดวงตาเบื้องหลังกรอบแว่นของครูรันต์เบือนมามองหน้าเขาก่อนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

 

 

    "ไม่บาดเจ็บนะครับ?" ปอส่ายหน้าน้อยๆ ขณะที่สมองเริ่มทำงานร่างแผนการในหัวเร็วจี๋ รอยยิ้มผุดพรายขึ้นในใจหากทว่าสีหน้ายังคงความง่วงงุนได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

 

    "เอาล่ะ งั้นกลับกันเถอะ ครูจะปิดห้องสมุดแล้ว" เด็กหนุ่มยังนั่งนิ่งอยู่กับพื้นจนคนที่เป็นสาเหตุให้เขาต้องปวดหัวตุบๆ นี้หันกลับมาถาม

 

 

    "จะนั่งให้รากบนหัวนายงอกลงพื้นรึไง"

 

 

    ปอกะพริบตาปริบๆ ก่อนยอมลุกขึ้นแต่โดยดี มือเรียวคว้ากระเป๋าที่วางอยู่ข้างๆ จุดเกิดเหตุก่อนเดินเข้าไปหาคนทั้งสอง

 

 

    "ไม่ลืมอะไรนะครับ" ครูรันต์เอ่ยถามย้ำอีกครั้งและเมื่อไม่มีใครเอ่ยค้านอะไรก็จัดการล็อคห้องสมุดเสร็จสรรพ เขาพูดคุยกับธรต่ออีกสักประโยคก่อนแยกตัวออกไปเพื่อกลับบ้านพักผ่อน

 

 

    หลังจากแผ่นหลังของครูหนุ่มลับสายตาไป ธรก็ออกเดินไปโดยไม่สนใจเขาแม้แต่นิดเดียว

 

 

    ปอมุ่ยหน้าลงเมื่อเห็นปฏิกิริยาแสนเย็นชาจากคนที่ทำให้เขาเจ็บตัว ปัดความลังเลทิ้งและตัดสินใจเดินหน้าตามแผนของตนเองทันที

 

 

    "เดี๋ยวครับ..." ปอส่งเสียงเรียกพลางก้าวตามไป แต่คนตรงหน้าก็ยังคงไม่สนใจจนต้องคว้าเอาชายเสื้อไว้ให้หยุดเดิน ดวงตาสีไพลินหรี่ลงเล็กน้อยก่อนคลี่ริมฝีปากออกเป็นรอยยิ้มที่ต่างไปจากทุกที

 

 

    "มีอะไร" เสียงเอ่ยถามไม่ได้ห้วนจัดแบบใครบางคน แต่ก็ไม่ได้แสดงถึงความเป็นมิตรสักเท่าไหร่ เขาชะงักก่อนแสดงท่าทางลังเลคล้ายไม่แน่ใจ อีกฝ่ายที่เฝ้ามองขมวดคิ้วราวกับกำลังไม่ชอบใจอะไรสักอย่าง จนเขาต้องเอ่ยถามก่อนคนตรงหน้าจะรำคาญจนเดินหนีไป

 

 

    "เอ่อ...ขอโทษนะครับ ผม...เป็นใครเหรอครับ"

 

 

    เด็กหนุ่มตรงหน้าแสดงความแปลกใจ ระแวง สงสัย และไม่เชื่อถือออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจนจนปอยิ่งประหม่า...แต่เขามั่นใจว่าการแสดงท่าทางหวาดกลัวในเวลาแบบนี้คงเป็นการตบตาที่แนบเนียนที่สุด

 

 

    "เล่นอะไรของนายน่ะ" ธรขยับตัวหนีมือที่ดึงรั้งชายเสื้อเขาเอาไว้ คิ้วเรียวเหนือดวงตาสีไพลินขมวดเล็กน้อย สีหน้าท่าทางลังเลและกังวลใจ

 

 

    "เล่นอะไรเหรอครับ?" คนตรงหน้าแสดงความหงุดหงิดมากขึ้นอย่างไม่คิดปิดบัง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองสบคล้ายกับกำลังควานหาคำตอบหรือคำโกหกในแววตาที่เฝ้ารอคำตอบก่อนเบือนไปทางตึกห้าที่เป็นที่ตั้งของห้องพักครู ท่าทางคล้ายกับลังเลไม่แน่ใจนั้นทำให้เขาตัดสินใจกระตุกปลายเสื้ออีกครั้ง

 

 

    "แล้ว....คุณกับผม เราเป็นอะไรกันเหรอครับ" เอ่ยถามคำถามที่ทำให้อีกฝ่ายขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองเข้ามาลึกคล้ายกับจะจับผิด แต่เพียงไม่นานก็ถอนสายตาออกพลางถอนหายใจ

 

 

    ...ติดเบ็ด...

 

 

    "ฉันชื่อธร เป็น...เพื่อนร่วมห้องของนาย" ตำแหน่งความสัมพันธ์นั้นอีกฝ่ายใช้เวลาเล็กน้อยราวกับกำลังเลือกสรรถ้อยคำมาอธิบาย แสงอาทิตย์ยามเย็นทำให้เงาของพวกเขาทอดยาวอยู่บนพื้นดิน

 

 

    "นายจำได้ที่อยู่บ้านตัวเองได้รึเปล่า" เมื่อถูกถามเขาก็ส่ายหน้าเป็นคำตอบให้คนที่ถามทำหน้าเหมือนเพิ่งกลืนยาขมลงคอ

 

 

    "งั้นเอาบัตรประชาชนมา" เด็กหนุ่มยืนนิ่งคล้ายกับไม่เข้าใจในคำสั่งนั้น จนอีกฝ่ายต้องย้ำและขยายความพลางชี้ไปที่กระเป๋ากางเกง  "ในกระเป๋าเงินของนายน่ะ น่าจะพกติดตัวเอาไว้ไม่ใช่เหรอ"

 

 

    มือเรียวขาวซีดตบแปะๆ ไปที่กระเป๋ากางเกงก่อนล้วงเอากระเป๋าเงินออกมาพลางเปิดออกไล่ดูช่องเสียบบัตรจนเจอสิ่งที่คิดว่าอีกฝ่ายกำลังต้องการหาจึงหยิบออกมาพลางมองหน้าคล้ายขอคำยืนยัน

 

 

    "ใบนั้นล่ะ ขอยืมหน่อยก็แล้วกัน" อีกฝ่ายว่าพลางฉวยบัตรไปจากมือแล้วหันหลังออกเดินไป ไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องหันกลับมามองเขาที่กำลังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมอย่างหงุดหงิด

 

 

    "จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม ตามมาสิ" เรียวขาใต้กางเกงนักเรียนวิ่งไปหาคนขี้หงุดหงิดก่อนลอบสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย

 

 

    ธรทำหน้าลำบากใจเมื่อก้มลงมองที่อยู่บนบัตรประชาชน ท่าทางครุ่นคิดของอีกฝ่ายทำให้เกือบเผลอยิ้มออกมา

 

 

    โชคดีของธรแล้วที่เขาทำบัตรประชาชนหลังจากย้ายบ้านมาแล้ว ไม่อย่างนั้นธรอาจจะได้ไปตามหาที่อยู่เขาถึงในตัวเมืองก็เป็นได้

 

 

    แท็กซี่คันหนึ่งวิ่งผ่านมา ปอหน้าซีดลงเมื่อมือของเพื่อนร่วมห้องโบกเรียกโดยไม่ถามไถ่ความสมัครใจจากเจ้าของที่อยู่ เด็กหนุ่มยื่นบัตรประชาชนให้คนขับดูที่อยู่ก่อนหันกลับมาเรียกเหมือนจะตกลงกันได้แล้ว

 

 

    "ปอ ขึ้นรถ" ขาแข็งจนแทบไม่มีความรู้สึก อยากจะข่มใจก้าวขึ้นไปเพื่อลดภาระของเพื่อนร่วมห้องคนนี้แต่ร่างกายกลับแข็งทื่ออยู่ที่เดิม ธรที่คงจะรำคาญเต็มทีเดินเข้ามาหา

 

 

    "ขึ้นรถได้แล้ว จะกลับบ้านไหม" อยากตอบใจจะขาดว่าไม่ขึ้นรถ...แต่ถ้าทำแบบนั้นอีกฝ่ายคงยิ่งหงุดหงิดแน่ๆ เด็กหนุ่มคว้าข้อมือที่เย็นเฉียบขนาดที่เจ้าของมันเองยังรู้สึกตั้งท่าจะลากขึ้นไปนั่งบนรถแต่ธรกลับชะงักกับความผิดปกติทางร่างกายที่ไม่อาจควบคุมจนเขาต้องฉีกยิ้มหวานเอ่ยถามก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดหรือถามอะไรที่เขาไม่อยากจะตอบและไม่อยากให้ใครรู้

 

 

    "ไม่ใช่ว่าคุณโกหก แล้วจะพาผมไปในที่ลับตาคนหรอกนะครับ?"

 

 

    ธรทำหน้าเหมือนอยากจับเขาโยนลงทะเลหลังโรงเรียนเพื่อกำจัดตัวปัญหามีขาเดินชิ้นโตอย่างเขาเสียให้พ้นๆ

 

    "ไม่เชื่อก็ตามใจ ก็ดีเหมือนกันฉันจะได้ไม่ต้องเปลืองเงิน" ถ้อยคำที่เอ่ยนั้นแสดงให้เห็นชัดว่าธรไม่คิดจะเปลี่ยนใจจากการโดยสารแท็กซี่เป็นเดินกลับบ้านแน่ๆ

 

 

    ปอลอบกลืนน้ำลายก่อนสงบลมหายใจที่เริ่มปั่นป่วนแล้วเดินขึ้นไปนั่งบนเบาะหลัง เขารีบปิดประตูก่อนที่อีกฝ่ายจะก้าวตามเข้ามาแล้วสังเกตเห็นอะไรก็ตามที่อาจจะแสดงออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ปอส่งรอยยิ้มหวานเป็นน้ำเย็นเข้าลูบให้อีกฝ่ายไม่หงุดหงิดในสิ่งที่เขาทำลงไปจนทิ้งให้เขาต้องกลับบ้านคนเดียว

 

 

    สุดท้ายธรก็ต้องนั่งหน้าข้างคนขับ

 

 

    ปอถอนหายใจก่อนอิงหน้าแนบกระจก ข่มตาพลางพยายามจินตนาการว่าตนกำลังนั่งอยู่ที่อื่น...ที่ไม่ใช่บนรถ
   

 

 

 

 

 

    ดีแล้วที่ไม่ให้ธรมานั่งข้างๆ

 

 

    อาจจะเป็นเพราะร้างลาจากการนั่งรถมาหลายเดือนหรือบางทีอาจจะเป็นปี ความรู้สึกเย็นวูบที่ต้นคอและลามเลียไปทั่วร่างที่เหงื่อออกซึมทั้งๆ ที่แอร์บนรถก็เย็นสบายค่อนไปทางหนาวเสียด้วยซ้ำ กดเปลือกตาปิดลงแน่นแต่แค่มองเงาสะท้อนของตนในกระจกข้างๆ ก็เห็นสีหน้าที่ผิดปกติอย่างไม่อาจควบคุมได้อย่างชัดเจน ถ้าธรมองเห็นจะต้องสังเกตแน่ๆ... เด็กหนุ่มผ่อนลมหายใจแล้วพยายามเม้มริมฝีปากไม่ให้ร่างสั่นเกร็งมากไปกว่านี้

 

 

    ปอนึกขอบคุณคุณพ่อเหลือเกินที่เลือกซื้อบ้านใกล้โรงเรียน จึงทำให้ช่วงเวลาอันแสนทรมานสิ้นสุดลงภายในเวลาไม่นานนัก

 

 

    "บ้านเลขที่เท่าไหร่นะหนู" ปอมองออกไปนอกรถ แลเห็นวิวที่คุ้นตาคล้ายจะเป็นหมู่บ้านของตน ได้ยินเสียงธรเอ่ยตอบขณะที่รั้วบ้านซึ่งมีกระดังงาปรากฏแก่สายตา "ที่นี่ล่ะ"   

 

 

 
    ทันทีที่รถจอดเขาก็เปิดประตูออกไปทันทีทั้งๆ ที่ธรยังคงก้มลงมองบัตรเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมาจ่ายค่าแท็กซี่

 

 

    "เป็นอะไรรึเปล่า" ธรเอ่ยถามยืนยันว่าเขาได้เห็นอาการของปอบนรถ แต่ยังดีที่ไม่รู้ถึงสาเหตุ ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงยิ้มแล้วเอ่ยปฏิเสธแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดทั้งที่เหงื่อยังเต็มหลัง

 

 

    "เปล่านี่ครับ" ปอลอบถอนหายใจในใจเมื่ออีกฝ่ายไม่คาดคั้นถามต่อ ธรเบนสายตาไปมองบ้านสองชั้นและรอบๆ บ้านคล้ายจะไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป แต่เสียงเห่าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นเสียก่อนที่เขาจะได้เอ่ยอะไรออกไป

 

 


    โฮ่ง! โฮ่ง!

 

 

    เป็นลูกชิ้นปิ้งที่ออกมาต้อนรับเขากลับบ้านอย่างทุกวัน ปอเห็นธรสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็เก็บรอยยิ้มไว้ในใจได้อย่างแนบเนียน เจ้าลูกสุนัขบางแก้วตัวโตสีขาวน้ำตาลแกว่งหางไปมาเมื่อเห็นเจ้านายของมันมากับคนที่มันไม่รู้จักและไม่เคยได้กลิ่น ธรเดินไปกดกริ่งหน้าบ้าน และเพียงไม่นานเสียงหวานๆ ก็ตอบรับออกมา

 

 

    "เงียบได้แล้วปิ้ง" ผู้ที่เดินออกมามองหน้าแขกสลับกับลูกชายของตนอย่างสงสัยและใคร่รู้ หากคุณนายของบ้านไกลปืนเที่ยงมักเก็บอาการได้ดีกว่าลูกชายของเธอเสมอ จึงมีเพียงรอยยิ้มอ่อนหวานที่ประดับอยู่บนดวงหน้า

 

 

    "กลับมาแล้วเหรอปอ ไม่บอกแม่ก่อนล่ะว่าจะชวนเพื่อนมาเที่ยวที่บ้าน" แม่เอ่ยออกมาคล้ายกับจะดีใจที่เขามีเพื่อนที่จะพามาที่บ้านสักคนหลังจากที่ร้างลาไปนาน ประตูรั้วเปิดออกแต่เด็กหนุ่มทั้งสองยังคงยืนนิ่ง

 

 

    "เอ่อคือ..." เสียงของธรเอ่ยขึ้นราวกับไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี

 

 

    "สวัสดีครับ ผมเป็นเพื่อนร่วมห้องของปอ ชื่อธรครับ" หญิงวัยเลขสี่แต่หน้ายังเนียนใสยิ้มรับพลางรับไหว้เพื่อนของลูกชาย  "คือเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะครับ ดูเหมือน...ผมจะทำให้ปอเขาความจำเสื่อม"

 

 

    เธอเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ ใช้เวลาสักพักทำความเข้าใจกับประโยคที่เพิ่งได้ยินก่อนเบือนหน้ามองลูกชายของตนเองที่จ้องตอบกลับมาตาใส

 

 

    ...แน่นอนว่าสำหรับคนเป็นแม่ที่เลี้ยงมาเองกับมือแล้ว...ไม่มีอะไรที่ไม่รู้...

 

 

    ...แต่เล่นอะไรก็น่าจะเตี๊ยมกันก่อนบ้างนะ...

 

 

    "คือ...จะฟังเป็นคำแก้ตัวก็ได้นะครับ แต่ผมไม่ได้ตั้งใจ" เธอหันไปยิ้มให้'เหยื่อ'ของลูกชายเกเรที่ทำหน้าสำนึกผิดอย่างจริงจังก่อยเอ่ยถามเสียงนุ่มนวล

 

 

    "แล้ว...มันเกิดอะไรขึ้นหรือจ๊ะ" เด็กหนุ่มสะดุ้งก่อนหลบตาลงโดยไม่รู้ตัว

 

 

    "......ปอเขาหลับอยู่ในห้องสมุดน่ะครับ แล้วพอดีว่าครูเขาจะต้องปิดห้องแล้ว ผมก็เลยเข้าไปปลุก แต่...ผมคงออกแรงเขย่าตัวเขามากไปหน่อย ปอก็เลย...ล้มลงหัวฟาดพื้นน่ะครับ" เด็กหนุ่มอธิบาย แต่แค่นั้นก็มากเพียงพอให้เธอปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเองได้แล้ว ริมฝีปากคลี่ยิ้มอ่อนโยนก่อนทอดสายตามองคนที่ยืนรอรับคำตำหนิอย่างเอ็นดู

 

 

    ...สมัยนี้ยังมีเด็กที่ทำผิดแล้วยอมรับผิดอย่างลูกผู้ชายอยู่เนี่ย...น่าดีใจจริงๆ ...

 

 

    ...ถึงคนที่ควรจะถูกตำหนิจะเป็นเจ้าเด็กจอมซนที่ยืนตีหน้าซื่อตาใสอยู่ข้างหลังนั่นก็เถอะ

 

 

    "งั้นหรือจ๊ะ... แย่จังเลยนะ"

 

 

    เด็กหนุ่มเงยหน้าพรวดคล้ายไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยินจนเธอต้องยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจที่ลูกชายช่างเลือกเหยื่อได้น่าจับตีก้นเสียเหลือเกิน

 

 

    ...ไปแกล้งเด็กดีแบบนี้ได้ยังไง...

 

 

    "ก็หนูธรไม่ได้ตั้งใจนี่นา แล้วปอเองก็ผิดที่ไปนอนขี้เซาในห้องสมุดแบบนั้น แล้วนี่...นั่งแท๊กซี่มาหรือจ๊ะ? งั้นรอเดี๋ยวนะเดี๋ยวแม่ไปหยิบเงินมาให้"

 

 

    "มะ...ไม่เป็นไรครับ มันเป็นความรับผิดชอบของผมด้วย" เด็กหนุ่มปฏิเสธพัลวันแต่ไม่อาจฉุดขาเธอที่เดินเข้าไปในบ้านได้ เพียงไม่นานเธอก็ออกมาจากบ้านพร้อมธนบัตรสีแดงในมือ

 

 

    "เอ้า... รับไปเถอะ ถือว่าแม่ขอโทษแทนปอที่ทำให้หนูธรเดือดร้อนด้วย" ปอยิ้มนิดๆ เมื่อเข้าใจว่าแม่หมายถึงอะไร...แต่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเมื่อคิดว่าคนตรงหน้าคือคนที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเขามา...พ่อเองก็หลงติดกับหน้าซื่อๆ กับรอยยิ้มไร้พิษภัยนั่นมาหลายครั้งจนเดี๋ยวนี้จับจุดได้แค่'เกือบหมด'เท่านั้น

 

 

    "ผมรับไม่ได้หรอกครับ" ธรโบกมือไม้ปฏิเสธเสียงแข็ง จนแม่ทำหน้าอ่อนใจก่อนยิ้มนิดๆ

 

 

    "ก็ได้จ้ะ แม่ยอมแพ้ ยังไงก็ขอบคุณหนูธรมากนะจ๊ะที่มาส่งปอถึงบ้าน" ธรจะรู้ไหมนะว่าไอ้ความอ่อนหวานที่กำลังเห็นอยู่เนี่ยทำให้ใครต่อใครเดือดร้อนมานักต่อนักแล้ว

 

 

    ...แต่ดูท่าทางจะไม่รู้เสียล่ะมั้ง...

 

 

    "ไม่เป็นไรครับ ยังไงก็เป็นความผิดของผมด้วย" ธรยิ้ม

 

 

    นี่ก็อีกคน...เวลาอยู่กับเขาล่ะดุเอา ดุเอา แต่ทำไมกับคนอื่นถึงปฏิบัติต่างจากเขาราวฟ้ากับดาวพลูโตนักนะ

 

 

    ไม่ใช่ว่าไม่รู้คำตอบของคำถามนั้นหรอก แต่ก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ทุกครั้งที่เห็น

 

 

    ธรเอ่ยขอตัวกลับบ้าน ลับหลังแขกที่จากไปแล้วนางฟ้าจึงหันมายิ้มหวานให้เขา

 

 

    ...นั่นหมายถึงคำประหารชีวิตจากนางยักษ์...

 

 

 

 

    "เอาล่ะ...เข้าบ้านเถอะจ้ะ...ลูกรัก..."
   


 

 

 

 

 

++++++++++++